link fiction

posted on 31 Aug 2009 17:11 by umbra
http://writer.dek-d.com/gil_mirath/writer/view.php?id=469588

tag character

posted on 26 Apr 2009 15:21 by umbra

 

 

1.เรียกคาแร็กเตอร์ตัวนี้ว่าอย่างไรบ้าง

- ยูริ และ น้องชายสุดที่รัก (อาจย่อเป็น "น้องรัก" เวลาเรียกเร็วๆ)

2.สีอิมเมจของคาแร็กเตอร์ตัวนี้คืออะไร

- สีเหลือง 

3.เพลงอิมเมจของคาแร็กเตอร์นี้คืออะไร

- ookiku na ne boku จริงๆชอบอีกเพลงด้วย แต่จำชื่อไม่ได้ ฮะๆๆๆ

4.คิดว่าคาแร็กเตอร์ตัวนี้กรุ๊ปเลือดอะไร

- AB แน่นอน เพราะเป็นเด็ก AB นี่เนอะ

5.ในเรื่องมีคาแร็คเตอร์ตัวไหนที่คิดว่า "ถ้าคู่กับคนนี้ล่ะก็ OK!!" หรือป่าว?

- กับ hey say jump ทั้งวงก็โอเคนะ หรือจะเป็นโอโนะ ซาโตชิ แห่ง อาราชิก็ได้ 

6.มีคำพูดอะไรที่อยากให้คาแร็คเตอร์นี้พูดบ้าง

- พี่สาวรักผมไหม (แอร๊ยยย คิดเองเขินเอง) 

7.จับมือ,กอด,จูบ ถ้าให้ได้หนึ่งในสามอย่างนี้จะเลือกทำอะไร

- dakishimetaiiiii 

8.ส่งแท็คนี้ให้ใครอีกห้าคนพร้อมเลือกตัวละครด้วย 
ไม่ส่งแล้วกันเพราะคิดไม่ออก ฮะๆๆ

ขอบคุณน้องอุ้ยสำหรับแท็กนะคะ 

.....

Tokubetsu na Seito Kai - Third Jump

posted on 18 Apr 2009 22:53 by umbra
Third Jump

 หลังผลัดชุดนักเรียนออกเปลี่ยนเป็นฮากามะสีน้ำตาลเปลือกไม้ เด็กหนุ่มร่างเล็กที่แสนร่างเริงพลันกลับกลายบุคลิกเป็นเรียบร้อยสง่างามทันที คุณหนูคนรองแห่งตระกูลที่เพรียบพร้อมไปด้วยเกียรติยศและชื่อเสียงด้านศิลปะญี่ปุ่นชั้นสูง ใช่แต่ทำได้เฉพาะกระโดกกระเดกเล่นหัวไปวันๆ อย่างคนภายนอกเข้าใจ กิจวัตรหนึ่งที่เขาต้องปฏิบัติเสมอคือการฝึกชงชา ยูริมีห้องส่วนตัวที่ห้ามใครเข้ารบกวนโดยเด็ดขาดระหว่างต้องการสมาธิ มีเพียงคนๆเดียวสามารถเดินเข้าออกบ้านหรืออีกทีจะเรียก 'คฤหาสน์' ย่อมไม่ผิดนัก ได้อย่างสะดวกสบาย และวันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มถูกรบกวนความสงบจากพี่ชายเพื่อนบ้านแสนเอาแต่ใจ

 "ยูริ!" เสียงห้าวเอ่ยเรียกลั่นตั้งแต่ประตูถูกเลื่อนเปิดออกในลักษณะผู้เปิดคุกเข่าอยู่กับทาทามิสีซีดอมเขียว เมื่อฝ่ามือเล็กผลักกรอบไม้เนื้อหนาไปจนสุด สวนสวยเบื้องหลังพลันเผยปรากฏ พุ่มไม้เตี้ยและธารน้ำสายเล็กกำลังเล่นล้อแดดอุ่นยามสายเปล่งประกายระยิบระยับ ลมลอยพัดกลิ่นอายชื้นฉ่ำอ่อนโยนแผ่อบอวลรอบด้าน ผ่อนคลายกระแสหนักหน่วงต่างๆเบาบางลง

 "..." คำตอบรับไม่มีให้หากสีหน้าปั้นยุ่งยากใจแสดงชัดส่งมอบ นั่นทำให้อีกฝ่ายซึ่งนั่งจับจองอยู่กึ่งกลางห้องขนาดสิบสองเสื่อถึงกับปล่อยหัวเราะก๊าก ใครจะมีโอกาสโชคดีได้เห็นคนน่ารักอารมณ์บูดอย่างที่เขาเห็น เชื่อสิบเอาหนึ่งเลยว่าต้องอยู่ในสถานภาพแสนพิเศษเท่านั้น

 "วันนี้โดนตบหน้ามาอีกแล้ว"

 "กี่คนละ?" เสียงสูงกล่าวเยาะๆ เขยิบหมุนกายเข้ามาในห้องก่อนงับประตูปิดแผ่วเบา กิริยาเรียบร้อยยามจะมีผู้ใดจดจ้องหรือไม่เด็กหนุ่มสามารถกระทำได้อย่างไร้ที่ติ ทรงกายขึ้นได้ก็เสเดินไปทางมุมห้องที่มีตู้ใบเขื่องตั้งอยู่ ลิ้นชักล่างสุดซุกกล่องปฐมพยาบาลไว้อย่างที่คนเก็บเท่านั้นจึงทราบ ภายนอกปราศจากฝุ่นจับเกาะแสดงการใช้บ่อยครั้ง แน่นอนไม่ใช่จากเจ้าของ เป็นอีกคนที่แวะเวียนมาวุ่นวายทุกเมื่อเชื่อวัน 

 "สอง เจ็บชะมัด!"

 "สมน้ำหน้า" 

 "เฮ้! โดนยูริด่าน่ะ เจ็บแสบที่สุดเลยรู้ตัวไหม" 

 "ถ้ายูยะทำตัวดีกว่านี้ผมก็คงไม่พูดอะไรหรอก" คนตัวเล็กเดินกลับมานั่งลงบนฟูกข้างกายอีกฝ่าย เปิดกล่องพลาสติกสีขุ่นเพื่อหยิบผ้าผืนเล็กมาคลี่ออก นำผงอะไรสักอย่างที่กองในชามบนโต๊ะข้างตัวหย่อนลง พับผ้าจนได้สองทบ เตาและกาน้ำร้อนคนในบ้านตั้งเตรียมพร้อมสรรพดังเช่นปรกติพร้อมแล้ว รอสักครู่จนน้ำร้อนเดือดพล่านจึงนำผ้านั้นไปอังกับพรายไอเพื่ออบให้ร้อน ความหอมอ่อนๆของสมุนไพรลอยอวลขึ้นเตะจมูกผสมกลิ่นชาอันเป็นกลิ่นประจำของห้องๆนี้ ยูยะนั่งมองคนตรงหน้าอย่างเพลินตาดีเหลือเกิน หากให้บรรยายความรู้สึกภายในด้วยคำพูดหนึ่งคำ 'สงบ' นี่คือสิ่งเดียวที่เขาคิดออกเสมอ 

 "อ๊ะ!" อุทานคำหนึ่งเมื่อผ้านุ่มอุ่นร้อนแตะแนบลงบนแก้มตรงร่องรอยแดงที่เหลือบางเบา 

 "จับไว้สิ" 

 "แบบนี้เหรอ?" คำสั่งหมายถึงให้เขาประคบด้วยตนเอง แต่คนอย่าง ทาคากิ ยูยะ มีหรือจะยอมทำตาม ฝ่ามือแทนที่จะจับเฉพาะผ้าจึงกอบกุมรวบมือเล็กไว้ทั้งหมด กดตรึงนิ่งอยู่อย่างนั้น 

 "ถ้าไม่อยากโดนตบโดยคนที่สามก็กรุณาปล่อยด้วย" 

 "แลกกับได้อยู่แบบนี้โดนสักสิบทียังคุ้ม" รอยยิ้มยั่วเย้าชวนหัวไม่สามารถสร้างใบหน้าสดใสให้กลับคืน ยิ่งพูดคุยยิ่งปั้นยากเย็น ยูริเข้าใจความหมายของสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามเสนอเสมอมา กระนั้น เด็กหนุ่มไม่อาจรับปรารถนาดีและส่งคืนตอนแทนได้ เขายังไม่เข้าใจเลยว่า 'ความรัก' เป็นรูปแบบใด มันไกลเกินกว่าจะคิดฝันถึงด้วยวัยเพียงเท่านี้

 "ผมจะไปชงชา" คำพูดตัดบทพร้อมท่าทางขึงขังดึงดัน ปลดเปลื้องพันธนาการแข็งแกร่งขาดผึ่งออกง่ายดาย ยูริทราบดี พี่ชายผู้นี้จะไม่หักหาญน้ำใจเขาหากเขาไม่ยินดี แต่แน่ละ คนเราย่อมมีขีดจำกัดของความอดทนคั่นไว้อยู่ พวกเขาทำเพียงประวิงเวลา รอสักวันที่เส้นบางๆจะถูกสะบั้นจากกันเท่านั้น

 บรรยากาศน่าอึดอัดกดทับทั้งสองจนห้องกว้างคล้ายหดแคบลงเหลือขนาดเท่าแมวดิ้นตาย ยูยะหงุดหงิดหัวเสียพอดู หากแสดงออกได้เฉพาะสีหน้าและแววตา ขืนโวยวายดังชอบทำได้โดนไล่ตะเพิดออกนอกบ้านนี้แน่ และอาจถูกคาดโทษห้ามมาเหยียบอีกหลายวัน คนน่ารักคนนี้ทำได้ทุกอย่างจริงๆ กรณีไม่พอใจถึงขีดสุด

 "วันนี้ผมเจอ BEST ที่แผนก" จู่ๆบทสนทนาประหลาดก็ดังออกจากกลีบปากอิ่มน่าสัมผัส เรียกความสนใจหันเหเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว

 "คนไหนละ?"

 "ยูยะไม่รู้เหรอ?"

 "ถึงจะเป็น BEST เหมือนกัน แต่พวกเราก็ไม่ก้าวก่ายกันหรอกนะ" แพขนตางอนยาวกระพริบถี่เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่เรียว ยูริหมายต้องการอ่านให้ออกถึงสิ่งปิดบัง หากไม่อาจค้นสิ่งใดพบจากผลึกสีอำพันไหม้คู่นั้นเลย

 "อิโนโอะ เคย์" ชื่อที่ประกาศสร้างอาการสะดุ้งสะเทือนใดๆได้ไม่ 

 "ไปหารุ่นน้องที่รู้จักละมั้ง" ตอบปัด

 "ยูยะไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่?"

 "นี่จะบอกอะไรให้นะตัวเล็ก!" สรรพนามนั้นยูยะจะใช้ต่อเมื่อเริ่มหัวเสียปนฉุน ชายหนุ่มขยับรวดเร็วเข้าประชิดอีกฝ่าย ใช้ฝ่ามือล็อกข้อแขนบอบบางแน่น บีบจนยูริต้องยอมปล่อยชาเซนตกลงในถ้วยดินเผา มืออีกข้างยื้อบังคับใบหน้าขาวอมชมพูจางต้องหันมามองทางตน

 "บางเรื่องถ้าไม่เข้าใจอะไรเลยจะเป็นผลดีมากกว่า" 

 "แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับยามะจังผมคงเฉยไม่ได้" ประกาศเสียงกร้าวพร้อมสะบัดหนี หากแทนที่จะได้เป็นอิสระจากการเกาะกุมอย่างเคย ร่างทั้งร่างกลับถูกผลักโดยแรงจนหงายหลังล้ม ตามด้วยการทาบทับอย่างจาบจ้วง ช่วงขาเรียวใต้ฮากามะพยายามดิ้น แต่กลับถูกกดตรึงด้วยน้ำหนักด้านบนซึ่งมากกว่า ยูริสาบานได้ว่าไม่เคยเห็นยูยะในลักษณะเช่นนี้มาก่อน คล้ายมีเงามืดดำห่มคลุมชายผู้นี้จนไม่เหลือเค้าคนเดิม นี่ไม่ใช่คนที่เขารู้จัก...ไม่ใช่เลย

 "เลิกยุ่งกับเด็กคนนั้นเสียทีเถอะ อยากซ้ำรอยเดิมนักหรือไง" 

 "จะครั้งนี้หรือครั้งนั้น เขาทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนผม"

 "ยูริ!" ข้อมือผ่องแดงช้ำจากแรงบีบที่ปะทุตามแรงอารมณ์ เด็กหนุ่มคาดการณ์ได้ไม่ยากเย็น ว่าตนจะถูกกระทำอย่างไรต่อไป หากยังตกในสภาพหมิ่นเหม่เช่นนี้ ถึงเขาเป็นเด็กแต่ใช่ไร้เดียงสาจนไม่รับรู้ความจริงที่ปรากฏ คำพูดดื้อรั้นของตนยั่วโทสะจริตอีกฝ่ายลุกไหม้พร้อมผลาญทุกอย่างกลายเป็นจุณในพริบตา เขาต้องหาทางรอดแก่ตัวก่อนปราศจากโอกาสแม้อิดเอื้อนร้องขอ

 "ทำกับผมแบบนี้ คนที่เจ็บปวดไม่ใช่ผม แต่เป็นตัวยูยะเอง" น้ำเสียงเย็นชาข่มแววตื่นตระหนกมิดเม้ม คล้ายน้ำเย็นถังใหญ่สาดใส่รุ่นพี่หนุ่มอย่างจัง ใบหน้าชาวาบทั้งแถบยิ่งกว่าโดนหมัดหนักๆซัดเต็มแรง สมองแน่นตึบมึนวูบคิดสรรค์หาคำพูดใดไม่ออกสักครึ่งคำ เป็นจังหวะให้ร่างใต้อาณัติสะบัดหลุด ฝ่ามือเล็กผลักช่วงอกแกร่งเต็มกำลังจนอีกฝ่ายเซหงายหลัง ยูริรีบลุกขึ้นนั่งเขยิบถอยห่างรวดเร็วจนเกือบสุดห้อง ต่อให้ความเกรงใจมีมากเพียงใด เขาย่อมห่วงสวัสดิภาพตนมากกว่าหลายเท่า

 "กลับไป แล้วผมจะถือว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น" 

 "แล้วยูริจะเสียใจถ้ายังรั้นจะอยู่ใกล้เด็กคนนั้น"

 "ถ้ามันเป็นความเสียใจที่เกิดจากการตัดสินใจของตัวผมเอง ผมก็พร้อมรับมัน" ย้ำคำหนักแน่นจริงจังที่สุด เจ้าของดวงหน้าสวยหวานยิ่งกว่าสตรีเพศใช่จะอ่อนแอนุ่มนิ่มดังหน้าตา ภายในที่เข้มแข็งยิ่งกว่าคนโตกว่าอย่างเขาผลักไสความปรารถนาดีต้องถอยล่ากลับหลัง ไม่อาจปริปากเอ่ยทักท้วงคำใด

 เสียงบานประตูเลื่อนงับปิดตัดขาดคนทั้งสองหลุดจากราวเป็นคนละโลก หากมีสิ่งหนึ่งที่ต่างรู้สึกเหมือนกัน 'เหตุการณ์เมื่อสักครู่ไม่ควรเกิดขึ้น' อะไรที่ทำความสัมพันธ์แต่เดิมบิดเบี้ยวผิดรูป ไม่ใช่จากฝ่ายเขาแน่ ยูยะกำฝ่ามือแน่น หากด้านหน้ามีกำแพงหนาหรือเสาสักต้นเขาคงชกมันระบายอารมณ์ไปแล้ว เด็กคนนั้นจะนำความเดือดร้อนมาสู่ยูริอย่างแน่นอน เขามั่นใจ จะยอมนิ่งเฉยให้เรื่องคาดฝันเกิดขึ้นหรือซ้ำสองหรือ? ผู้ชายชื่อ ทาคากิ ยูยะ ตอบได้ทันทีว่า 'ไม่!' 

----------------------------------------------------
 
 คำสั่งเปลี่ยนแปลงหลังการเรียกประชุมนักเรียนแผนกมัธยมต้นเมื่อเช้านี้ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายยกใหญ่ แม้แต่อาจารย์ผู้สอนเองยังแทบกุมขมับกับประกาศแสนเอาแต่ใจอย่างวายร้ายของ 'BEST' ทั้งห้าคน เสียงบ่นโอดครวญดังลั่นตั้งแต่ออกจากห้องประชุมจนแยกย้ายเข้าห้องเรียนของตนแล้วก็ไม่อาจสงบลงนั้น ทุกคนกลับไม่ปวดหูจะฟัง แน่ละ ใครมันยอมรับคำสั่งบ้าบอที่สุดในประวัติกาลการก่อตั้งโรงเรียน ด้วยการคละชั้นปี 1 ถึงปี 3 สับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดได้ คงวิกลจริตสติแตกเต็มที

 รายชื่อว่าตนต้องย้ายชีวิตจากนี้นับตลอดหนึ่งสัปดาห์ไปอยู่ที่ใด ติดแจ้งบนบอร์ดหลังห้องเรียนเดิมเรียบร้อย รวดเร็วราวคนแปะเสกคาถาสั่งการ เด็กหนุ่มร่างเล็กสองคนค่อยๆแทรกกลุ่มสมาชิกร่วมห้องและร่วมชะตากรรมเพื่อมองหาชื่อของตน ยูริภาวนาเต็มที่ จะกระเด็นไปอยู่ห้องไหนช่างมันเถอะ ขอยังอยู่กับเพื่อนสนิทเป็นใช้ได้ หากเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้งไม่ฟังเสียงเรียกร้องในใจของเขาเอาเสียเลย เพราะรายชื่อตนกับอีกคนถูกจับแยกขาดจากกันชนิดคนละฟากฝั่งตึก

 "ผมอยู่ห้องเดิม จิเนนคุงละ?"

 "ย้ายไปอยู่ปี 1 ห้อง C นี่มันตลกร้ายแห่งปีเหรอไงเนี่ย จับปี 1 ถึงปี 3 มาเรียนรวมกันหมด เข้าท่าตายละ" หางคำกระแทกหนักพลางถอนหายใจแรงด้วยอารมณ์ฉิว ไม่ต้องใช้สมองก็รู้ว่าความคิดอุตรินี้เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด 'โกลาหลอย่างสมบูรณ์แบบ' นั่นละสิ่งที่ BEST ต้องการทำ 

 "ทุเรศที่สุด!" ยิ่งคิดยิ่งสบถถ้อยความไม่สุภาพมากขึ้นทุกที จนเรียวสุเกะต้องสะกิดแขนเตือนสติ

 "ก็แค่สัปดาห์เดียว เหตุผลที่ให้เมื่อเช้าพอฟังขึ้นเหมือนกันนะ" 

 " 'เพื่อกระชับความสามัคคีของแผนกมัธยมต้น งานเทศกาลที่จะมีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ ขอให้นักเรียนทุกคนร่วมแรงร่วมใจพยายามอย่างเต็มที่' นี่น่ะเหรอเหตุผลฟังขึ้นของยามะจัง ผมว่าคนคิดไร้สาระที่สุด"

 "จะนินทากันก็ช่วยมองซ้ายขวาหน่อยนะจิเนน" เสียงหนึ่งโพล่งดังทางเบื้องหลังเรียกกระแสฮือฮาบังเกิดขึ้น แม้แต่เจ้าของชื่อที่ถูกอ้างถึงเอง มีอันสะบัดหน้าหันควับมองหาต้นกำเนิดทันที ฝูงชนเนืองแน่นจอแจพร้อมใจแหวกกว้างออกโดยพร้อมเพรียงยิ่งกว่ากลุ่มมดปลวกคลานหนีน้ำร้อน ร่างของใครคนหนึ่งในชุดสูทสีขาวสะอาดบ่งบอกสถานภาพได้ดีพลันปรากฏยืน ณ กลางห้อง หนึ่งในตัวการของเรื่องราวแสนวุ่นวายนี้ สมาชิก BEST นั่นเอง

 "ผลัดกันมาได้ทุกวัน ว่างนักหรือไง" ที่บ่นงุบงิบเบากริบแต่ไม่รอดพ้นหูทิพย์ไปได้

 "แค่มาดูผลงานของอิโนโอะคุงน่ะ สวยงามไร้ที่ติสมเป็นหัวกะทิของ BEST จริงๆ" ยกท่อนแขนทั้งสองข้างผายออกระดับไหล่ หมุนกายช้าๆรอบหนึ่ง ก่อนกลับมาจุดเดิม ปรบมือพร้อมคลี่รอยยิ้มหวานแทบหยดเป็นน้ำผึ้งพิษมอบคืนให้ กิริยาร่าเริง ริมฝีปากคลี่แย้มชวนหัว ต้มปรอทร้อนเดือดปุดทันที 

 "เห็นแล้วก็พอใจแล้วใช่ไหม งั้นเชิญ มาทางไหนออกไปทางนั้น" ยูริระเบิดโพล่ง พร้อมชี้นิ้วสั่งไล่ หากอีกฝ่ายกลับตอบรับด้วยการไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระต่อสิ่งใดดังเดิม พลางสาวเท้าเดินหน้าเชื่องช้า รัศมีคุกคามแผ่ซ่านทำคนแถวนั้นชาสันหลังวาบตลอดทิวแถว วงล้อมเก่าว่ากว้างแล้วแหวกฮือกว้างออกอีก 

 "ปากน่ะเอาไว้ใช้ทำอย่างอื่น ไม่ใช่มีไว้ใช้กัดไม่เลือกหน้า" ประโยคนั้นเปล่งกร้าวเมื่อทั้งสองประจันหน้ากันซึ่งๆ แม้แต่เรียวสุเกะเอง ตอนนี้ยังรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวที่ลอดจากร่างเล็กด้านข้าง ต้องถอยหลังหนีก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณบังคับ

 "ตึง!" โต๊ะเรียน...สิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างพวกเขาถูกพื้นรองเท้าหนาของยูริยันกระเด็น เพราะเกะกะขวางทาง รุ่นน้องหนุ่มเลือดขึ้นหน้าเสียแล้วกับคำสบประมาทแสนเจ็บแสบนั้น แต่ก่อนจะได้วางมวยลงไม้ลงมือดังปรารถนา แขกไม่ได้รับเชิญ ซึ่งเป็นถึงประธานนักเรียนฝ่ายมัธยมต้นก็รีบเข้ามาห้ามทัพ ฉิวเฉียดชนิดเส้นยาแดงผ่านแปด คงมีใครแถวนี้วิ่งไปเรียกมาจากห้องข้างๆนั่นละ 

 "อาริโอกะเซมไป! จิเนนคุง!" ร่างสูงเลยค้ำศีรษะทั้งสองคู่กรณีแทรกยืนปักหลักกึ่งกลาง ท่อนแขนขวายันแผ่นอกรุ่นพี่หนุ่ม มือซ้ายวางยึดลาดไหล่เล็กเพื่อนร่วมชั้น ออกแรงตรึงทั้งหมดให้หยุดนิ่งงัน ดวงตาคู่โตปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมขยับเขยื้อนจากตรงที่ยืนอยู่นี้แม้แต่เซนติเมตรเดียว จนกว่าสองฝ่ายจะยอมเลิกแล้วต่อกัน เรียวสุเกะเพิ่งได้สติเป็นอีกคนที่ผวาจับแขนยูริแน่น ออกแรงดึงลากถอยหลังห่างมา หาเรื่องชกต่อยในโรงเรียนแบบนี้ มีสิทธิ์ถูกไล่ออกง่ายๆ ยิ่งฝ่ายหนึ่งเป็นถึง BEST ด้วยแล้ว

 "จิเนนคุง พอเถอะนะ" 

 "ยามะจังอย่ามายุ่ง ปล่อยผม"

 "ขอร้องละ พอได้แล้ว!" เป็นครั้งแรกที่ถูกคุณหนูผู้แสนอ่อนโยนแห่งตระกูลยามะดะตวาดใส่ ความตกใจต่อการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หยุดริมฝีปากคู่อิ่มที่กำลังโวยวายเกรี้ยวกราดสงบลงทันที ยูริสะบัดหันหน้าไวจ้องมองเรียวสุเกะเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้ยิน ผลึกสีนิลใต้แพขนตางอนยาวสบปะทะดวงตาคู่กลมหวานเข้าพอดี มันกำลังส่งกระแสวอนขอที่รื้อฉ่ำด้วยละอองน้ำตา เขาทำอีกฝ่ายเสียใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เรียวนิ้วทั้งสิบของตนหดกำแน่น จนปลายเล็บมนจิกฝังเนื้อนิ่มตรงหน้ามือ ความเจ็บปวดสะกดกลั้นอารมณ์โมโหกรุ่นโกรธมอบดับอย่างง่ายดาย

 "เห็นแก่หน้าผม เชิญอาริโอกะเซมไปกลับไปก่อนได้ไหมครับ" ยูโตะรีบโค้งกายต่ำหลังฝ่ายหนึ่งดูเหมือนจะยอมสงบจิตสงบใจลงบ้างแล้ว ทั้งขอโทษแทนเพื่อนร่วมชั้นที่เสียมารยาท และขอร้องในฐานะประธานนักเรียนแผนกมัธยมต้น 

 "หึ! ขอให้สนุกกับชั้นเรียนใหม่แล้วกัน โดยเฉพาะเธอ...ยามาดะ เรียวสุเกะคุง" อาริโอกะ ไดกิ เอ่ยเย้ยเยาะ พลางปรายหางตามองขวาง ทิ้งขว้างข้อความลึกลับบางอย่าง พร้อมแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนเคลือบน้ำผึ้งพิษขวดเดิมส่งท้าย กว่ายูริจะคืนสติระลึกได้ถึงนัยยะแฝงในเนื้อประโยคนั้น เผ่นถลาไปถึงหน้าประตูห้องเรียน ร่างสูงสันทัดใต้ชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ก็เลือนหายอย่างมนุษย์ล่องหนเสียแล้ว 

 "บ้าที่สุด!" ริมฝีปากล่างสีเชอร์รี่ถูกเจ้าของฟันกระต่ายขบจนแดงช้ำ ฝ่ามือขาวกำแน่นทุบขอบประตูแรง เจ็บจนชาวาบ แต่ไม่อาจบรรเทาความขุ่นแค้นที่เดือดปะทุในใจลดทอนเหมือนเมื่อสักครู่ เขาเลิ่นเล่อและประมาท BEST เกินไป น่าจะรู้ตัวตั้งแต่เมื่อวานที่เจอ อิโนโอะ เคย์ แล้วด้วยซ้ำ

 'จะไม่อยู่ฟังเรื่องน่าตื่นเต้นก่อนหรือจิเนนคุง รับประกันว่าเกี่ยวกับคนใกล้ตัวของเธอเลยละ' คนใกล้ตัวที่หมายถึงจะเป็นใครได้ นอกเสียจากเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา ยามาดะ เรียวสุเกะ ที่ อาริโอกะ ไดกิ มาวันนี้ ก็เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ชัดเจนของ BEST ให้เขาเจ็บใจเล่นเท่านั้น แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ยูริยังหาคำตอบแก่ตนเองไม่ได้ BEST ทำทุกอย่างเพื่ออะไร? กำจัดคนใกล้ตัวเขาเหมือนที่เคยทำอย่างนั้นหรือ? ถ้าเป็นตามคาดเดา ตัวการของเรื่องจะคือคนๆนั้น คนที่ไม่อยากพบเจอมากที่สุดทั้งตอนนี้และต่อจากนี้ 'ทาคากิ ยูยะ' 

 "จิเนนคุง" เสียงเรียก พร้อมฝ่ามืออบอุ่นประทับลงบนลาดไหล่เล็ก กระตุ้นเตือนเด็กหนุ่มกลับคืนสู่ปัจจุบัน กระแสอ่อนโยนถ่ายทอดผ่าน ชะโลมกองไฟสีน้ำเงินร้อนแรงจนรามอดดับ เถ้าถ่านความขุ่นข้องถูกเป่าพัดปลิวเลือนหายไปกับอากาศธาตุ ยูริค่อยๆผ่อนลมหายใจเชื่องช้าก่อนถอนจออกเฮือกใหญ่ หวังปลดเปลื้องพันธนาการทุกอย่างละทิ้งเสียให้หมด เขาไม่ปรารถนาได้เห็นสีหน้าลำบากใจของเพื่อนสนิทอีกเป็นครั้งที่สอง ทุกอย่างเขาจะแก้ไขด้วยตัวเขาเอง

 "ยามะจัง ขอโทษนะที่ทำตัวไม่ดีแบบเมื่อกี้" 

 "ผมเข้าใจ แล้วก็...ผมไม่เป็นไรหรอกนะ ถึงรุ่นพี่คนนั้นจะพูดอะไรที่เหมือนจะเกี่ยวกับผมก็เถอะ" เจ้าของใบหน้ากลมน่ารักแย้มรอยยิ้มกว้าง นิสัยมองโลกในแง่ดีเสมอ ช่วยให้เด็กหนุ่มไม่เก็บคำพูดใครมาเป็นสาระรบกวนจิตใจ หากจะให้เขาเลิกกังวลง่ายดายตามคงเป็นไปไม่ได้ ยูริจึงโพล่งประโยคแสนเอาแต่ใจขึ้นดังๆว่า 

 "ผมไม่ย้ายห้องได้ไหม นากาจิมะคุง ผมจะอยู่กับยามะจัง" ที่อ้อนวอนแกมบังคับ ร้อนประธานนักเรียนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มีอันต้องรับไปเต็มๆ แต่คำร้องนั้นเกินกว่ายูโตะจัดการสิ่งใดได้โดยสัตย์จริง

 "ขอโทษนะ ผมขัดคำสั่ง BEST ไม่ได้" 

 "ผมว่ารุ่นพี่เขาคงล้อเล่น จิเนนคุงไม่เห็นต้องคิดจริงจังเลย" 

 "แต่..."

 "ผมถูกย้ายมาห้อง 3A" จู่ๆ เนื้อความแปร่งแปลกก็ดังออกจากปากเจ้าของร่างสูงนั้น เรียกเรียวคิ้วสองคู่เคลื่อนผูกกันมุ่นอย่างไม่เข้าใจความหมาย

 "ยามาดะคุง ผมจะดูแลยามาดะคุงเอง" ฟังเหมือนคำพูดธรรมดาสามัญที่ใครคนหนึ่งจะมอบแก่อีกคนหนึ่งได้ หากครั้งนี้ ผู้รับฟังกลับสัมผัสถึงความแตกต่าง คล้ายถูกสายใยแห่งคำมั่นสัญญาเส้นบางเบาทอพันผูกติดแน่นหนา แข็งแกร่งอย่างไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดสะบั้นขาดออก นอกเสียจากบุรุษผู้ผูกพันธะนั้นเอง หัวใจแห้งแล้งเหมือนได้น้ำทิพย์หย่อนรด หยดเดียวเพียงพอเติมเต็มความชื่นฉ่ำหวนกลับ

 "ผ...ผมไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอก" ใบหน้ากลมน่ารักก้มวูบปิดซ่อนพวงแก้มแดงซ่านมิดชิด หัวใจเต้นแรงแทบหลุดออกนอกอกนี่หมายความว่าอย่างไร? สาบานได้ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยลิ้มรสความรู้สึกหวานหวามนี้เลยสักครั้ง หากเรียวสุเกะกล้าสบสายตาที่จดจ้องลงมาสักนิด คงสามารถเข้าใจถึงกระแสมุ่งมั่นแน่วแน่ในคำพูดนั้นได้ไม่ยากเย็น เพราะเจตนารมณ์ช่างฉายชัดเจนไร้แววหมองหม่นปิดบังแม้เศษเสี้ยวเงา 
 
----------------------------------------------------

Jumping to Next Part

Tokubetsu na Seito Kai - Second Jump

posted on 09 Apr 2009 01:22 by umbra

Second Jump

 วันรุ่งขึ้นหลังอุบัติเหตุไม่คาดฝันใกล้ถูกลืมเลือนจากบุคคลทั้งสอง ของขวัญประหลาดกล่องหนึ่งได้รับการส่งมอบถึงมือเด็กหนุ่มด้วยใครสักคนซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตาดี เพราะเรียนร่วมห้องร่วมชั้นมามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว หากที่แปลกใจไม่ใช่ผู้ส่ง แต่เป็นต้นเหตุของของขวัญชิ้นนี้ต่างหาก 

 "นากาจิมะคุงฝากขอโทษยามาดะคุงด้วย" โอคาโมโตะ เคย์โตะ นักเรียนแลกเปลี่ยนแสนเงียบขรึมกล่าวขึ้นเมื่อพักกลางวันมาถึง ดูเหมือนเป็นบทสนทนาแรกระหว่างกันและกันที่ชวนงงงันและห่างเหินสิ้นดี 

 "นากาจิมะ?" เจ้าตัวทวนคำครั้งหนึ่ง พลางเสมองเพื่อนสนิทที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมตอบคำถามเร็วจี๋ทุกขณะ

 "คนที่ชนกับยามะจังเมื่อวาน"

 "ผมไม่รับได้ไหม เพราะผมต่างหากซุ่มซ่ามเอง" รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน

 "ถ้าคุณไม่รับ เพื่อนของผมคงลำบากใจน่าดู" สีหน้าเคร่งครัดจริงจังจากฝ่ายที่ยืนอยู่เร่งเร้าอีกคนช่วยตัดปัญหาง่ายดาย ด้วยการรับกล่องของขวัญห่อกระดาษสีเรียบๆนั้นไว้แทน

 "ฝากบอกนากาจิมะคุงด้วยว่าขอบคุณมาก" ยูริพูดเองเออเองเสร็จสรรพ พร้อมลุกขึ้น ดึงแขนเพื่อนสนิทผวาลุกตามมาด้วย หันโค้งนิดๆแก่เพื่อนร่วมชั้นเชิงอำลา ก่อนลากเรียวสุเกะออกนอกห้องเรียนทันที แน่นอนว่าเหล่าผู้ติดตามต้องเดินทิ้งระยะห่างรั้งเบื้องหลังห้ามตามติด เหตุการณ์เมื่อวานพอทราบถึงหูคนทางบ้าน คฤหาสน์ยามาดะแทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ คนทั้งหมดถูกคำสั่งฟ้าฟาดปลดออกยกชุด หากไม่ได้คนผิดเอ่ยทัดทานกับพ่อแม่ ว่าเป็นความบกพร่องของตนไม่ใช่ผู้อื่น ป่านนี้เด็กหนุ่มคงได้บอดีการ์ดเซ็ตใหม่ที่เป็นยิ่งกว่าเงาหลังตัว 

 "ยามะจังเปิดเร็วว่าเขาให้อะไรมา" 

 "จะดีจริงๆเหรอจิเนนคุง"

 "หรือจะเอาไปคืนเขาล่ะ?" คนตัวเล็กถามเสียงสูง

 "อย่างนั้นน่าจะดีกว่านะ" ตอบพลางยิ้มจืดเจื่อน กระอักกระอ่วนใจเต็มที่

 "งั้นก็เอาไปคืน" ตัดบทง่ายสุดตามนิสัยชอบทำอะไรปึบๆปับๆ หากคำตอบรับกลับทำคนเสนอหน้ามุ่ยยุ่งเหยิง

 "ห้องไหนล่ะ?" 

 "ไม่รู้สิ ถามคนแถวนี้แล้วกัน" หากไม่ทันที่ยูริและเรียวสุเกะจะได้ขยับไปไหนดังปากว่า เสียงโหวกเหวกพลันดังขึ้นลั่นๆตั้งแต่หัวบันไดไล่จนเกือบสุดระเบียงบริเวณพวกเขายืนอยู่ เด็กหนุ่มทั้งสองหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ฟ้าฝ่าแผ่นดินไหวหรืออย่างไร สถานการณ์จึงแลดูวุ่นวายอลม่านถึงเพียงนี้ 

 "เกิดอะไรขึ้น?" 

 "อิโนโอะเซมไป!" ได้ยินใครคนหนึ่งพูดชื่อนั้นแว่วๆ ไม่ต้องอดทนรอยากเย็น ร่างสูงโปร่งมีชุดสูทสีขาวสวมทับเชิ้ตปกดำ รับกับเนคไทด์ลายทางสลับเฉดโมโนโทน พลันปรากฏเห็นเด่นชัด เพราะทุกคนต่างพร้อมใจแหวกทางกึ่งกลางออกราวนัดหมาย คนผู้นั้นก้าวตรงไร้แวววอกแวกหรือร้อนรน คล้ายมาเยี่ยมเยียนเดินเล่นมากกว่าทำธุระปะปัง

 "ใครเหรอจิเนนคุง?" ใบหน้ากลมน่ารักที่หันมาถามทางเพื่อนสนิทต้องเปลี่ยนสีทันทีเมื่อเห็นประกายกังวลหวาดระแวงอย่างที่ไม่ค่อยพบในตัวจอมไฮเปอร์แสนซน 

 "หนึ่งใน BEST น่ะ" คนตัวเล็กกดเสียงต่ำเครียด บทสนทนาดำเนินไม่ได้มากกว่านั้น เพราะ 'อิโนโอะเซมไป' เดินถึงประชิดพวกเขาเสียแล้ว เอ่ยคำทักทายยั่วเย้าอย่างรู้จักกันดีกับหนึ่งในสองด้วยว่า

 "คอนนิจิวะ จิเนนคุง" 

 "..." ยูริไม่ยอมตอบ แต่ปฏิกิริยาสนองรับคือการผลักเรียวสุเกะให้หลบไปเบื้องหลัง ดวงตาคู่เรียวใต้แพขนตางอนหนาจ้องคนตัวสูงกว่าตรงหน้าเขม็ง

 "ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะ" เอ่ยต่อเนิบๆ

 "มาทำไม?"

 "ผมไม่ได้มีธุระกับเธอหรอก อย่าทำท่ากังวลขนาดนั้นสิ คนอื่นจะเข้าใจผมผิดหมดนะ" วงหน้าหล่อเหลายิ้มแย้มชวนหัว หากเด็กหนุ่มไม่เชื่อถือรอยยิ้มนั้นสักนิด 

 "งั้นก็ดี พวกผมขอตัว ไปกันเถอะยามะจัง" 

 "แต่ของขวัญละ?" เรียวสุเกะแย้งพร้อมกระตุกแขนรั้งรอ

 "ไว้ค่อยคืนวันอื่นแล้วกัน" 

 "จะไม่อยู่ฟังเรื่องน่าตื่นเต้นก่อนหรือจิเนนคุง? รับประกันว่าเกี่ยวกับคนใกล้ตัวของเธอเลยละ" เสียงหัวเราะไล่หลังฟังเสียดหูดึงที่กำลังเดินหนีหันขวับ ตวาดแหวกลับทันที

 "หมายความว่ายังไง?"

 "ก็หมายความอย่างที่พูด ตีความยากไปอาจไม่เข้าใจได้ง่ายๆเสียเปล่าๆนะ" 

 "กวนประสาท!"

 "ปากร้ายอย่างนี้นี่เองทาคากิถึงได้หงอนัก" ชื่อที่ถูกเอ่ยพาดพิงไม่ใช้น้ำเสียงยกยอ เชิงดูถูกมากกว่า ต้มปรอทเดือดๆแทบปะทุแตก

 "ยูยะเกี่ยวอะไรด้วย!"

 "ก็ถ้าสำหรับเรื่องที่จะเกิดต่อไปละ เกี่ยวแน่นอน" 

 "ขอโทษครับ อิโนโอะเซมไปกำลังตามหาผมอยู่ใข่ไหม?" บุคคลที่สี่รุดเข้าห้ามสถานการณ์เลวร้ายได้อย่างทันท่วงทีไม่ใช่ใครอื่นใด นากาจิมะ ยูโตะ นั่นเอง แม้เพิ่งเข้าสมทบ หากเมื่อสังเกตสีหน้าแต่ละฝ่ายแล้ว การประเมินผลอย่างรวดเร็วภายในสมองอันชาญฉลาด บอกให้เด็กหนุ่มเข้าใจอะไรต่ออะไรได้เองเกือบครบถ้วน 

 "ว่าจะไปหาที่ห้องอยู่พอดีจริงๆนั่นละ" รุ่นพี่เปลี่ยนเรื่องว่องไวเช่นเดียวกัน สายตาปรายลงต่ำเพื่อเหลือบมองคนตัวเล็กนั้นเจตนาประการใดยังคลุมเครือ แต่กระเดียดไปทางร้ายมากกว่าทางดีแน่นอน

 "รบกวนแล้วที่ต้องมาหาผมถึงแผนก" 

 "เออ...ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ นากาจิมะคุง" เรียวสุเกะอดรนทนเงียบอยู่นานโพล่งขึ้น โค้งลงต่ำแก่ผู้อาวุโสกว่านิดหนึ่ง ค่อยเบี่ยงตัวก้าวเผชิญหน้ากับเจ้าของร่างสูงโปร่ง กล่องของขวัญปราศจากรอยแกะยื่นส่งมอบกลับคืน 

 "ผมคงรับไม่ได้ เพราะเมื่อวานฝ่ายผิดคือทางผมเองไม่ใช่นากาจิมะคุง" การกระทำนั้นเรียกเรียวคิ้วพาดเฉียงเลิกขึ้นเล็กน้อยจนถ้าไม่สังเกตก็มองไม่เห็น 

 "แต่ทางนี้ก็รับคืนไม่ได้เหมือนกัน" 

 "ทำไมละครับ?"

 "ถ้าคืนไปฝ่ายคนให้จะเสียน้ำใจแย่นะยามาดะคุง" คราวนี้ผู้ตอบไม่ใช่เจ้าตัว เป็นอิโนโอะเซมไปที่แทรกแซงบทสนทนาขึ้นโดยไร้ต้นสายปลายเหตุ 

 "เขาไม่อยากรับคืนก็ช่าง ยามะจังเราไปกันเถอะ" ยูริกระตุกแขนเพื่อนสนิทแรงๆ ดวงตายังจดจ้องใบหน้าหล่อเหลาหาตัวจับยากเขม็ง ท่าทางเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อขนตั้งนั้นเรียกเสียงหัวเราะดังในลำคอรุ่นพี่หนุ่มเบาๆ หากคราวนี้ไม่ถูกแหวใส่อีก เพราะกว่าคนข้างกายจะทันได้ยิน เด็กมัธยมต้นสองคนก็เดินลิ่วๆหนีไปไกล ในลักษณะที่คนตัวโตกว่าถูกฉุดกระชากโดยคนตัวเล็กกว่าแทบปลิวถลาตามแรงพายุอย่างไรอย่างนั้น 

 ยูโตะมองตามเพื่อนร่วมชั้นจนลับมุมระเบียง ค่อยเบือนกลับหาจุดสนใจเดิม ใบหน้าปั้นยากเต็มไปด้วยคำถามมากมายถูกสายตาคมกริบเปล่งประกายรู้เท่าทัน 

 "เราเปลี่ยนที่คุยกันดีกว่าไหมนากาจิมะ ให้ประกาศคำสั่งจาก 'BEST' ตรงนี้คงไม่ดีเท่าไหร่"

 "ครับ เชิญรุ่นพี่ที่ห้องประชุม" 

 "ขอบใจ" รอให้อีกฝ่ายก้าวนำหน้าไปก่อนชั่วอึดใจ ประธานนักเรียนแผนกมัธยมต้นค่อยสาวช่วงขายาวเดินตาม ไม่วายเหลือบหันหลังด้วยความกังวลลึกล้ำอีกครั้งหนึ่ง คล้ายมีตุ้มน้ำหนักถ่วงรั้งอยู่ในอก อึดอัดแต่น้ำท่วมปาก เอ่ยคำใดไม่ออกสักคำเดียว 

----------------------------------------------------


 "จิเนนคุง ผมเดินตามไม่ทันแล้วนะ" เสียงทุ้มๆแหวขึ้นหลังถูกลากลงบันไดมาสามชั้นได้ 

 "อ๊ะ! ขอโทษนะยามะจัง" กว่าจะรู้สึกตัวและหันไปหาเพื่อนสนิท วงหน้ากลมอิ่มตามไรผมเริ่มมีเหงื่อชื้นออกซึม ลมหายใจหอบถี่แสดงความเหนื่อยดังปากว่าจริง 

 "ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมจิเนนคุงถึงทำเหมือนไม่ชอบรุ่นพี่คนนั้น? แล้ว BEST คืออะไร?" คำถามเป็นชุดสาดโครมๆทำคนตัวเล็กหน้าแหยย่น รีบยกมือแบห้ามทัพพัลวัน

 "ใจเย็นๆ ขอทีละคำถาม ผมตอบไม่ทัน อธิบายเรื่อง BEST ก่อนแล้วกัน" 

 "อื้อ" 

 "BEST คือกลุ่มสภานักเรียนของแผนกมัธยมปลาย" หลังครุ่นคิดนานว่าจะพูดอย่างไรให้สั้นและเข้าใจได้ง่ายที่สุด สุดท้ายยูริจึงสรุปความรวบรัดเหลือเพียงประโยคเดียว 

 "ไม่เหมือนกับของแผนกมัธยมต้นเหรอ?" ดวงตากลมโตเบิกกว้างนิดหนึ่งเพราะไม่เข้าใจ 

 "ก็ไม่เชิงนัก แต่สมาชิกของ BEST จะมีแค่ห้าคน ประธานและรองประธานอีกสี่ ไม่ได้แบ่งตำแหน่งเหมือนกันแผนกของพวกเรา"

 "ดูไม่เห็นมีอะไรเลยนี่นา ทำไมจิเนนคุงถึงไม่ชอบรุ่นพี่คนนั้นละ?"

 "เรื่องเก่าๆน่ะ ผมไม่อยากพูดถึง แต่จู่ๆ BEST มาแผนกมัธยมต้นเนี่ย ไม่ใช่เรื่องปรกติแน่ๆ"  

 "พวกเขาไม่เคยมา?"

 "มากี่ครั้งก็มีแต่เอาคำสั่งแปลกๆมาให้น่ะสิ" หางเสียงลงท้ายห้วนสั้นสะบัดตามแรงอารมณ์ที่ปะทุเป็นฟองน้ำเดือด

 "ทำได้ขนาดนั้นเชียว?"

 "คำสั่งของ BEST ถ้าทั้งห้าคนเห็นชอบตรงกันแล้ว ต่อให้ผู้อำนวยการของโรงเรียนก็ไม่สามารถคัดค้านได้" 

 "ไม่แฟร์เลย" ผู้รับฟังโอดประท้วง 

 "รอดูพรุ่งนี้เถอะ คงได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น" ดวงตาคู่เรียวใต้แพขนตางอนหนามองทะลุบานหน้าต่างกระจกใส จ้องอาคารเรียนฟากตรงข้ามอันเป็นแผนกมัธยมปลายด้วยคำถามมากมาย ตั้งแต่คบกันมาเกือบหนึ่งเดือนเรียวสุเกะไม่เคยเห็นแววเคร่งขรึมจริงจังมากถึงเพียงนี้จากเพื่อนสนิทเลย พรุ่งนี้จะมีเรื่องไม่คาดฝันใดก่อตัวขึ้นกันแน่ ได้แต่เก็บความสงสัยให้หลับใหลภายในใจ 

----------------------------------------------------

 อาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าทุกที แสงสีส้มจางจึงสาดแผ่ความอบอุ่นเป็นวงกว้างโอบล้อมกระแสค่อนหนาวให้อบอุ่นเป็นครั้งสุดท้าย ประตูห้องเรียนระบบอัตโนมัติที่น่าจะได้หยุดพักหลังทำงานอย่างหนักตลอดทั้งวันกลับมีอันต้องเปิดอ้าออกอย่างเกียจคร้าน เพื่อเบิกทางแก่เด็กหนุ่มในชุดสเวตเตอร์สีขาวให้สาวเท้าย่ำพรวดพราดตรงดิ่งหาใครคนหนึ่ง ซั่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งประจำของตน รอคอยการมาเยือนด้วยใจเยือกเย็นอยู่ก่อนแล้ว 

 "ผมมาถามเรื่องของขวัญที่ส่งไปให้ ยามาดะ เรียวสุเกะ ฝีมือนายใช่ไหม เคย์โตะ" มาถึงก็เปิดเรื่องพุ่งตรงประเด็นไม่อ้อมค้อมทันที หากอีกฝ่ายกลับถามยียวนกลับว่า

 "เขาเอาไปคืนนาย?" 

 "ใช่" 

 "แล้วยูโตะก็รับคืนไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นคนให้เอง ผมเดาถูกใช่ไหม?" หัวเราะขบขันการคาดการณ์ของตนที่แม่นยำยิ่งกว่าเปิดหน้าหนังสือข้ามไปอ่านด้านหลังก่อนย้อนดำเนินเนื้อเรื่องด้านหน้าทวนซ้ำ 

 "กำลังจะทำอะไร?" น้ำเสียงทุ้มห้าวสะกดกั้นกระแสกรุ่นโกรธเต็มที่ เรียวคิ้วพาดเฉียงเคลื่อนจนชิดแทบผูกปม 

 "เปล่านี่" ผู้นั่งเปลี่ยนจากใช้ศอกทั้งสองข้างเท้าโต๊ะ เป็นเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ ผายฝ่ามือออกพลางไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระต่ออารมณ์เดือดโมโหที่อีกฝ่ายพยายามข่มไว้ 

 "ล้อเล่นแบบนี้ไม่สนุกหรอกนะ"

 "พรุ่งนี้ต้องเรียกประชุมแผนกเพื่อประกาศคำสั่งจาก BEST ผมว่ายูโตะควรเตรียมตัวเรื่องนั้นมากกว่ามาเห็นเรื่องให้ของขวัญเป็นเรื่องสำคัญ" หลังเบี่ยงประเด็นเปลี่ยนเรื่องง่ายดาย โอคาโมโตะ เคย์โตะผุดลุกขึ้นยืน โทรศัพท์มือถือแบบฝาพับสะบัดเปิดเพื่อกดโทร.ออก ระหว่างรอสัญญาณตอบรับ เขาใช้ฝ่ามือตบลาดไหล่ของคนตรงหน้าหนักๆทีหนึ่ง ก่อนจะเดินเลยผ่านออกจากห้องนั้นไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความหวาดหวั่นของประธานนักเรียนแผนกมัธยมต้นตกค้างอยู่เบื้องหลังไร้กระแสไยดี 

----------------------------------------------------

Jumping to Next Part>>>

edit @ 12 Apr 2009 23:52:10 by Umbrella

Tokubetsu na Seito Kai - First Jump

posted on 03 Apr 2009 22:28 by umbra

Name : Tokubetsu na Seito Kai
Author : Umbra
Band : Hey Say Jump 
Rate : Green Fiction
Pair : Yuto and Ryosuke

------------------------------------------------- 

 

 

 

First Jump >>>

 เสียงสัญญาณหมดคาบเรียนก่อนพักกลางวันดังขึ้นลั่นพร้อมกันทั่วทั้งโรงเรียนนั้น คล้ายเป็นเสียงสวรรค์บันดาลแก่เหล่านักเรียนแสนขี้เกียจ ในทางตรงกันข้าม เหล่านักเรียนสุดขยันส่วนใหญ่ต่างทำหน้าตาเบื่อหน่ายที่วิชาแสนสนุกผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาผูกเนคไทด์ลายสลับเขียวเข้มอ่อน สวมทับด้วยสเวตเตอร์ตัวบางสีครีมเกือบขาว ยกฝ่ามือขึ้นผลักกองหนังสือหน้าตัวราวมันเป็นสิ่งน่าขยะแขยง ดันออกห่างแรงๆ ก่อนหันหน้าไวมาทางเพื่อนซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน ช่างเป็นกิริยาแตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะเด็กหนุ่มคนนั้น ค่อยๆ บรรจงเก็บหนังสือเรียนลงกระเป๋าอย่างเชื่องช้า จัดรวบอุปกรณ์เครื่องเขียนลงถุงดินสอเรียบร้อยจึงหย่อนตามลงไปเป็นลำดับสุดท้าย

 "ยามะจัง กินข้าวกันเถอะ!" เจ้าตัวที่ยังปล่อยให้โต๊ะเรียนรกๆ อยู่อย่างนั้นกระโดดมายืนตรงหน้าอีกฝ่าย น้ำเสียงสดใสยังไม่แตกดีเรียกรอยยิ้มน่ารักให้ระบายเปรอะบนใบหน้าค่อนกลมง่ายดาย

 "อื้อ ที่ไหนดีละ?"

 "ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีคนพวกนั้นล้อมหน้าล้อมหลังนายน่ะ" คนตัวเล็กยกมือขวาเท้าสะเอว ใช้มือซ้ายชี้ไปยังด้านหลัง 'ยามะจัง' ทีแรกก่อนสัญญาณเลิกเรียนจะดังขึ้น พื้นที่ตรงนั้นว่างเปล่าเป็นปรกติ หากบัดนี้ ได้ล้อมกรอบด้วยเงาสีดำทะมึนทึบ ราวกับมีมือวิเศษยกกำแพงเบอร์ลินปักตึงลงกลางห้องเรียนชั้น 3A อย่างไรอย่างนั้น 

 เพื่อนร่วมห้องทยอยเดินออกห่างทีละคนสองคนจนหลงเหลือเพียงคนกลุ่มเดียว เป็นเหตุการณ์พบเห็นปรกติทุกเมื่อเชื่อวัน ตั้งแต่ 'ยามาดะ เรียวสุเกะ' ย้ายเข้ามาเรียนที่สถานศึกษาเอกชนชื่อดังนาม "คิตากาวะ" แห่งนี้ บอดี้การ์ดคือสิ่งติดตัวเด็กหนุ่มอย่างแยกจากกันไม่ออก ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลผู้กุมอำนาจทางธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศญี่ปุ่น ย่อมตกอยู่ในอันตรายได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ภายในอาณาเขตรั้วรอบขอบชิดอย่างโรงเรียน เป็นต้น

 "ผมจะไปทานข้าว ไม่ต้องตามมานะ" รอยยิ้มหวานน่ารักเลือนหายเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมทันทีเมื่อคำพูดเสียดแทงสถานภาพของตนลอยกระทบหู เสียงทุ้มต่ำจึงสะบัดห้วน บ่งบอกอารมณ์คุกรุ่นภายใน เขาเบื่อแทบตายแล้วกับการกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เช่นนี้ 

 "แต่..." หนึ่งในคนชุดสูทพยายามเอ่ยทักท้วง หากเมื่อดวงตาคู่สวยจ้องเขม็งด้วยความโมโหขีดสุด ก็ไม่มีสรรพสำเนียงใดสามารถหลุดพ้นออกมาได้อีก เปิดโอกาสแก่นายเหนือจะสลัดชะนักติดหลังพ้นตัว

 "จิเนนคุงไปกันเถอะ" คว้าถุงข้าวกล่องของตัวเองเสร็จ ก็ฉุดแขนเพื่อนสนิทให้ต้องถลาเดินติดตามกัน

 ประตูบานทึบคั่นกลางระหว่างภายนอกและภายในเป็นระบบเปิดปิดอัตโนมัติ ทำให้เรียวสุเกะที่กำลังหงุดหงิดหัวเสียไม่ทันระวัง จังหวะเกือบก้าวพ้นอาณาเขตห้องเรียน ก็ต้องปะทะกับใครคนหนึ่งอย่างจังโดยแรง สันจมูกกระแทกช่วงไหล่แข็งๆ พอดีรู้สึกชาไปหมด เกือบหงายหลังล้มแล้วถ้าไม่มีฝ่ามืออบอุ่นยึดท่อนแขนเจ้าเนื้อนั้นไว้ทัน 

 "ยามะจัง!"

 "โอ๊ย!" เสียงร้องหลงลั่นของเพื่อนตัวเล็กเรียกสติคืนกลับมา หลังมือยกขึ้นแตะจมูกตามสัญชาตญาณ เจ้าตัวตะลึงตกใจ เมื่อเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาเหมือนไขก๊อก เรียวสุเกะเวียนหัวจะเป็นลมเสียให้ได้ เพราะเลือดเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งที่เขากลัวจับใจ

 "ห้องพยาบาลๆๆ" จิเนน ยูริทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เอาแต่หันซ้ายขวาเลิกลั่ก ปากก็พร่ำพูดประโยคเดิมๆซ้ำๆ ก่อนที่บอดี้การ์ดสี่คนของเด็กหนุ่มได้สติรุดเข้าถึงตัวเจ้านายตน ต้นเหตุทำคนเจ็บรีบแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการลากร่างเล็กกว่าตนเซหลุนๆ ตามติดไปอย่างง่ายดาย 

 "อ้าว! ไปไหนน่ะ รอด้วย! ผมฝากหน่อยนะครับ" ครึ่งประโยคแรกตะโกนเรียกสองคนที่ห่างไปไหนแล้วไม่ทราบ สุดท้ายพอคิดออกควรทำอะไรจึงหันหลังกลับ กล่องข้าวทั้งของเพื่อนที่ฉวยมาได้เหมือนลักขโมยกับของตนเอง จัดแจงยัดใส่มือผู้ใหญ่ตัวโตที่เพิ่งวิ่งกรูหยุดตรงประตู ฉีกรอยยิ้มงดงามหากผู้มองเข้าใจทันที มันคือรอยยิ้มปีศาจแสนชั่วร้ายชัดๆ คำสั่งมีเพียง 'ฝากถือ' ฉะนั้น ถ้ากล้าก้าวออกจากห้องนี้ตามไปแม้แต่ก้าวเดียว เลิกคิดถึงสวัสดิภาพทั้งชีวิตและหน้าที่การงานได้เลย ต่างทราบกันแก่ใจ เพื่อนสนิทของทายาทตระกูลยามาดะอันยิ่งใหญ่คนนี้ น่าเกรงกลัวและชวนหวาดหวั่นเพียงใด 

---------------------------------------------------

 "เลือด!"

 "เอาผ้าเช็ดหน้าซับไว้ก่อน" ส่งผ้าสีสะอาดไร้ลวดลายมอบให้เมื่อเห็นฝ่ามือขาวนั้นเปรอะหยดน้ำสีแดงเหนียวข้นเลอะเป็นดวง ช่วงขายาวยังคงก้าวเร็วสม่ำเสมอโดยลืมเลือนเสียสนิทใจ ว่าคนถูกลากมาด้วยจะเดินตามทันหรือไม่ จนได้ยินเสียงร้องประท้วงดังนั่นละ จึงค่อยผ่อนฝีเท้าลง หากก่อนจะถึงหน้าห้องพยาบาลเพียงลับมุมห้องเดียว ร่างที่กึ่งลากกึ่งประคองอยู่กลับทรุกฮวบล้มเสียดื้อๆ เกือบฉุดเด็กหนุ่มถลาตามล้มด้วยถ้าไม่มีใครคนหนึ่งวิ่งมาประคองอีกด้านทัน

 "ยามะจัง ทำใจดีๆ ไว้" เพื่อนคนเมื่อสักครู่ของอีกฝ่ายนั่นเอง เห็นว่าตัวเล็กนิดเดียวแต่แรงดีใช่หยอก เพราะประคองน้ำหนักมากกว่าตัวเกือบสิบกิโลกรัมหิ้วปีกขึ้นอย่างสบายๆ แต่ถ้าจะพากันไปด้วยสภาพเช่นนี้ ทุลักทุเลน่าดูชมแน่ เขาจึงรีบตัดปัญหาด้วยการพูดว่า

 "เราอุ้มเองดีกว่า เออ..."

 "ยูริ จิเนน ยูริ" 

 "จิเนนคุงไปห้องพยาบาลแจ้งอาจารย์ที"

 "ไหวนะ?" 

 "ไหว" ดวงตาใต้แพขนตางอนยาวจดจ้องอย่างยังไม่สู้เชื่อใจ หากพอได้รับคำตอบหนักแน่นพอควร จึงยอมผละไปโดยไร้คำเกี่ยงงอนอื่นใด

 "ฝากยามะจังด้วย" 

 "อื้อ" เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนกางเกงขายาวช้อนร่างอีกฝ่ายอุ้มง่ายดายเหมือนยกของเบาดังรับปาก เดินตรงดิ่งยังทางเดียวกับที่จอมไฮเปอร์ทำอะไรผลุบผลับรวดเร็วเพิ่งลับสายตาชั่วครู่ 

 ประตูห้องพยาบาลเปิดออกอัตโนมัติแผ่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเจือจางลอยแตะจมูก อาจารย์ผู้หญิงในชุดกราวน์สีขาวสะอาดก้าวไวมาทางพวกเขา ก่อนชี้นิ้วไปยังเตียงปฐมพยาบาล เธอไม่ถามไถ่คำใดเข้ามาดูอาการทันที สร้างความแปลกประหลาดใจแก่คนตัวสูงนิดหน่อย หากเมื่อหันพบดวงหน้าน่ารักกำลังส่งรอยยิ้มเย้าๆ มอบให้ก็เข้าใจ ที่บอกให้ล่วงหน้ามาก่อนใช้การได้เหมือนกัน ไม่ใช่ดีแต่ตกใจร้อนรนท่าเดียว

 "ไม่เป็นอะไรแล้วละ แค่ตกใจจนเป็นลมไป เดี๋ยวก็ฟื้น" หลังอาจารย์สาวเงยหน้าขึ้นกล่าวเบาๆ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกพลันดังประสานพร้อมเพรียงกัน ยูริเปลี่ยนแปลงสีหน้าผลัดกระแสหนักหน่วงของความเป็นห่วงหย่อนทิ้งทันที หันชูสองนิ้วฉีกรอยยิ้มกว้างขวางตายิบหยีมอบแก่เพื่อนที่เพิ่งรู้จักไม่กี่นาที ไม่สิ เรียกว่ารู้จักยังไม่ถูกนัก เพราะแม้แต่ชื่อก็ไม่ทราบ

 "อ๊ะ!" 

 "หือ?" สองคนในห้องหันมองตามเสียงอุทานแหลมสูงเป็นทางเดียว 

 "ผมกลับไปหยิบกล่องข้าวก่อนนะครับ ตื่นมายามะจังคงหิว ขอบคุณมากนะ..." ประโยคแรกพูดกับอาจารย์สาวในเชิงเกริ่นนำเพื่อเข้าสู่ประโยคหลัง ก่อนกล่าวทิ้งคำยาวเปิดโอกาสแก่อีกฝ่ายตอบในสิ่งที่ตนต้องการทราบ

 "นากาจิมะ ยูโตะ" 

 "ขอบคุณนากาจิมะคุงที่ช่วยเพื่อนผม"

 "ทางนี้ต่างหากที่ต้องบอกขอโทษ" ว่าพลางก้มศีรษะลงต่ำนิดหนึ่งเป็นเชิงแสดงความจริงใจ แต่ผู้รับซึ่งไม่ใช่คนเจ็บกลับโบกมือไม้พัลวัน 

 "แค่อุบัติเหตุน่ะ" 

 "อย่างไรก็ฝากบอกเพื่อนของจิเนนคุงด้วย ว่าผมขอโทษที่ไม่ระวัง" 

 "ยามะจังตื่นแล้วผมจะบอกให้" 

 "ผมขอตัว ขอบคุณมากครับอาจารย์" กิริยาเรียบร้อยทำได้อย่างไร้ที่ติ สมแล้วที่เป็นคนของกลุ่มสภานักเรียน ยูริทราบแต่ต้นจากเครื่องแบบที่แตกต่าง แผนกมัธยมต้นนักเรียนคนอื่นจะใส่กางเกงขาสั้นสีดำ หากของอีกฝ่ายเป็นกางเกงขายาวสีเทาอ่อน และเสื้อสเวตเตอร์สวมทับเชิ้ตขาวทั้งตัวยืนยันได้ว่าตำแหน่งของคนๆ นี้ไม่ธรรมดา คงเป็นประธานหรือรองประธานนักเรียน ไปถามใครแถวนี้ก็ทราบละ แต่เพราะเขาไม่เคยสนหรือใส่ใจเรื่องราว ทำให้ที่ควรรู้จักกลับไม่รู้จัก แต่ไอ้ที่ไม่ควรรู้จักกลับรู้จักดีเสียอย่างนั้น โทษตัวเองที่เคยหาเรื่องไม่เข้าท่าใส่หัว ไม่สามารถโยนความผิดใส่ใครอื่นได้

 "เดี๋ยวผมกลับมานะครับ ฝากยามะจังกับอาจารย์เดี๋ยวเดียว" 

 "จ้ะ ครูดูแลให้เอง ไม่ต้องเป็นห่วง" 

---------------------------------------------------

 เพราะบานหน้าต่างกระจกใสไม่ได้ปิดทับด้วยม่านเนื้อหนักดังเช่นปรกติ มุมสูงขึ้นไปมองลงมาจากดาดฟ้าอาคารฟากตรงข้ามอันเป็นแผนกมัธยมปลายของโรงเรียนเดียวกัน จึงสามารถส่องทะลุเห็นความเคลื่อนไหวทุกอย่างภายในห้องพยาบาลได้ถนัดถนี่ เหตุการณ์ทั้งหมดคาดการณ์แม่นยำแล้วว่าต้องเกิดขึ้น หากเป็นสคริปต์บทละครสักบท ผู้กำกับคงยิ้มปลาบปลื้มหน้าบาน ว่านักแสดงฝีมือเอกต่างโชว์ผลงานการแสดงชั้นเลิศไม่หลุดกรอบเลยสักคน

 ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวลดกล้องส่องทางไกลจากสายตาทันทีที่มองเห็นคนตัวเล็กแสนร่าเริงก้าวผ่านพ้นอาณาจักรสีขาวโพลนนั้นไป เขาหมุนตัวหันกลับโดยไว ก่อนก้มโค้งลงอย่างสวยงามเมื่อได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากบุรุษที่เหลืออีกสี่คน ต่างบ้างนั่งบ้างยืนกระจัดกระจายประรอบกรอบสี่เหลี่ยมของพื้นซีเมนต์ร้อนระอุ แลเห็นเป็นจุดสีเปื้อนอย่างมีศิลป์

 "ไนซ์ช็อต ฮิคารุ" หนึ่งในนั้นเอ่ยชื่นชม เขามีเรือนผมสีทองสว่างค่อนยาวดัดปลายเป็นลอนคลื่นสลวย การแต่งกายไม่เรียบร้อยอย่างเป็นตัวของตัวเองที่สุดบ่งบอกอุปนิสัยภายในแสนเอาแต่ใจทำตามอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ตุ้มหูเงินยามสะท้อนแดดขับใบหน้าได้รูปดูก่ำกึ่งระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย หลังคำพูด ร่างสูงโปร่งเดินมาตบลาดไหล่เจ้าของชื่อ 'ฮิคารุ' แรงๆ พลางหัวเราะห้าวลั่นด้วยความสมอกสมใจ

 "เกมส์ต่อไปใครจะเป็นคนเดินล่ะ?" ประธานที่ประชุมซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนแท่นสูงเหนือทุกคนปรายตามองสมาชิกทั้งสี่โดยรอบก่อนถามขรึมๆ บทสนทนาที่ผู้อื่นไม่อาจเข้าใจหากหลุดรอดได้รับฟังกลับเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งสำหรับบุคคล ณ ที่นี้ 

 "แน่นอนว่าต้องเป็นฉัน" ใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากข้างซอกตึกในมุมลับสายตามากที่สุด สูทสีขาวสวมทับเชิ้ตตัวในสีดำสนิทขับผู้สวมใส่แลดูลึกลับและน่าดึงดูด น้ำเสียงมาดมั่นมั่นใจเรียกรอยยิ้มจากผู้รับฟังทั้งหลายได้มากโข

 "นักเรียนดีเด่นอันดับหนึ่งออกโรงเร็วขนาดนี้จะดีหรือครับ?" คนตัวเล็กของกลุ่ม ยืนห่างออกไปพอดูกล่าวทักท้วงติง หากดวงตากลมโตที่จดจ้องยังผู้เสนอตัวนั้นเปล่งประกายวิบวับเจ้าเล่ห์ ต่างรู้อกรู้ใจกันดี ก็แล้วจะพูดทำไมให้เปลืองน้ำลายตอบ ที่ออกจากปากคงมีเจตนายั่วเย้ามากกว่าเห็นจริงจัง

 "นายโอเคใช่ไหม? ยาบุ" ไม่ตอบคำถามผู้ถาม เสเงยหน้าขึ้นพูดเชิงขออนุญาตกรายๆ กับประธานแทน นิสัยช่างยียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างหากใครได้เข้าใกล้ชายหนุ่มคนนี้ต่างต้องพบเจอจนคุ้นชิน 

 "ตามใจสิอิโนโอะ" 

 "มีใครค้านไหม?" เจ้าของชื่อสกุล 'อิโนโอะ' ผายมือกว้าง ก่อนหมุนกายโดยรอบเพื่อหยั่งเสียงจากสมาชิก เมื่อไม่มีคำเอ่ยทัดทาน จึงเสมือนรับทราบยินยอมพร้อมใจโดยดุษณี

 "งั้นฉันขอแท็กละนะ ฮิคารุ" 

 "อุ๊ส!" ฝ่ามือทั้งสองปรบกันทีหนึ่ง เสียงลั่นนั้นเสมือนสัญญาณการเปิดหน้าละครแสนสนุกฉากใหม่ของผู้สร้าง แต่จะเป็นโศกนาฏกรรมของผู้เล่นหรือไม่ มีเพียง 'อนาคต' เท่านั้น จึงเติมเต็มช่องว่างของคำตอบนี้ได้โดยสมบูรณ์

---------------------------------------------------

Jumping to Next Part>>>

 

link large pic - http://upload.blueforces.net/v3/view.php?img=4b580c86e3effbee8f85701825410cfd

edit @ 3 Apr 2009 23:19:26 by Umbrella